เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ชำระหนี้ เจ้าหนี้ควรตรวจสถานะคดี ยอดคงเหลือ และข้อมูลทรัพย์สินของลูกหนี้ เพื่อวางแผนดำเนินการให้เหมาะกับสิทธิที่มีและค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น
ให้ทนายความตรวจสถานะและกำหนดเวลา
เตรียมคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล เอกสารการส่งคำบังคับ หมายบังคับคดีเมื่อมี และคำสั่งอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้ทนายความตรวจว่าถึงขั้นดำเนินการใดแล้ว มีคำสั่งทุเลาการบังคับหรือข้อจำกัดใด และต้องดำเนินการภายในเวลาใด
กรณีมีสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล ควรแนบสัญญาและหลักฐานการชำระแต่ละงวด เพื่อประเมินผลของการผิดนัดตามข้อความที่ตกลงและคำพิพากษา
จัดยอดหนี้และหลักฐานอำนาจ
ทำบัญชีแสดงเงินต้น ดอกเบี้ยตามคำพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียม และเงินที่ได้รับชำระแล้ว พร้อมวันที่รับเงินแต่ละครั้ง หากเจ้าหนี้เป็นนิติบุคคล ควรเตรียมเอกสารสถานะและผู้มีอำนาจ รวมถึงเอกสารมอบอำนาจตามลักษณะการดำเนินการ
รวบรวมข้อมูลทรัพย์สินที่มีที่มา
เตรียมข้อมูลที่ทราบโดยชอบ เช่น เลขโฉนด ที่ตั้งทรัพย์ ทะเบียนรถ หรือข้อมูลสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ พร้อมระบุที่มาและวันที่ทราบ ให้ผู้รับผิดชอบคดีตรวจว่าทรัพย์เป็นของลูกหนี้ มีภาระผูกพัน หรืออยู่ภายใต้ข้อยกเว้นและสิทธิของผู้อื่นหรือไม่
กรมบังคับคดีเผยแพร่แบบฟอร์มเกี่ยวกับการยึดทรัพย์และการดำเนินการประเภทต่าง ๆ [1] จึงควรตรวจรายการเอกสารและค่าใช้จ่ายกับสำนักงานที่รับผิดชอบก่อนยื่นตามกรณีจริง
เปรียบเทียบการบังคับคดีกับการเจรจา
หารือมูลค่าทรัพย์ ภาระติดพัน ค่าใช้จ่าย และโอกาสได้รับชำระจากทรัพย์นั้น หากมีข้อเสนอผ่อนชำระ ควรตรวจยอด กำหนดงวด ผลเมื่อผิดนัด และผลต่อการดำเนินการที่ทำไว้แล้วก่อนลงนาม
การติดตามคดีควรบันทึกการยื่นคำขอ คำสั่ง ผลการดำเนินการ และเงินที่ได้รับทุกครั้ง เพื่อให้บัญชีหนี้เป็นปัจจุบัน กรมบังคับคดีมีระบบสอบถามสถานะคดีและบริการอิเล็กทรอนิกส์สำหรับใช้ตามเงื่อนไขของแต่ละระบบ [2]
ปรึกษาสำนักงาน
สำนักงานดูแลงานบังคับคดีตามขอบเขตที่ตกลง ผลการได้รับชำระขึ้นอยู่กับทรัพย์สิน สิทธิของคู่กรณี และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ติดต่อเพื่อนัดหมายและประเมินแนวทางเบื้องต้นได้ทาง LINE: Amatyakul โทร. 0817175510 หรือ sarun@amatyakul.com
ข้อมูลทั่วไปสำหรับเตรียมความพร้อม การดำเนินการแต่ละกรณีควรพิจารณาข้อเท็จจริง เอกสาร กำหนดเวลา และกฎหมายที่เกี่ยวข้องร่วมกับทนายความ
