สัญญาที่นำไปใช้งานได้ดีควรอธิบายหน้าที่ของแต่ละฝ่าย วิธีชำระเงิน และทางออกเมื่อเกิดปัญหาได้ชัด การตรวจสัญญาจึงควรเริ่มจากวิธีทำงานจริงของธุรกิจ แล้วตรวจว่าข้อความในเอกสารรองรับการทำงานนั้นครบหรือยัง

ตรวจคู่สัญญาและขอบเขตงาน

ตรวจชื่อคู่สัญญา ผู้มีอำนาจลงนาม และเอกสารมอบอำนาจเมื่อเกี่ยวข้อง ระบุสินค้า งาน หรือสิทธิที่ตกลงกันให้ชัด พร้อมเอกสารแนบ เช่น รายละเอียดสินค้า พื้นที่จำหน่าย มาตรฐานงาน และกำหนดส่งมอบ

ทำให้เงื่อนไขเงินและการรับงานวัดผลได้

ระบุราคา ภาษี ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม งวดชำระ และเอกสารที่ใช้เบิกเงิน หากผูกการชำระกับการตรวจรับ ควรกำหนดผู้ตรวจ เกณฑ์ตรวจ ระยะเวลาตอบรับ และขั้นตอนแก้ไขงาน รวมถึงวิธีอนุมัติงานที่เพิ่มจากขอบเขตเดิม

ตรวจเงื่อนไขตามประเภทสัญญา

สัญญาตัวแทนจำหน่ายควรตรวจสถานะของคู่สัญญา เขตพื้นที่ เป้าหมายยอดขาย การคืนสินค้า และข้อจำกัดทางการค้า สัญญาจ้างแรงงานควรตรวจหน้าที่ ค่าตอบแทน เวลาทำงาน และการสิ้นสุดการจ้างให้สอดคล้องกับกฎหมายแรงงาน

สัญญาเช่าควรตรวจสิทธิของผู้ให้เช่า วัตถุประสงค์การใช้ทรัพย์ ระยะเวลา เงินประกัน งานซ่อม และการคืนทรัพย์ ส่วนสัญญาระหว่างธุรกิจควรพิจารณาความลับ ข้อมูลส่วนบุคคล และสิทธิในผลงานตามลักษณะงานด้วย รายการเหล่านี้เป็นแนวทางตรวจเบื้องต้น

เตรียมทางออกเมื่อเกิดปัญหา

กำหนดเหตุผิดสัญญา วิธีแจ้งให้แก้ไข สิทธิบอกเลิก ผลต่อเงินค้างชำระและทรัพย์สิน รวมถึงช่องทางเจรจาหรือระงับข้อพิพาท เงื่อนไขค่าปรับและจำกัดความรับผิดควรให้ทนายความตรวจทั้งความเหมาะสมและผลบังคับใช้

เก็บฉบับที่ตกลงจริงให้ครบ

เก็บสัญญาฉบับลงนาม เอกสารแนบ และข้อความยืนยันการแก้ไขไว้เป็นชุดเดียว หากลงนามอิเล็กทรอนิกส์ ควรเก็บหลักฐานผู้ลงนาม การแสดงเจตนา และความครบถ้วนของเอกสาร โดยตรวจเงื่อนไขกฎหมายที่ใช้กับธุรกรรมนั้นประกอบ [1]

ปรึกษาสำนักงาน

สำนักงานรับร่าง ตรวจแก้ ให้คำปรึกษา เจรจา และดำเนินคดีตามสัญญา ติดต่อเพื่อนัดหมายและประเมินแนวทางเบื้องต้นได้ทาง LINE: Amatyakul โทร. 0817175510 หรือ sarun@amatyakul.com

ข้อมูลทั่วไปสำหรับเตรียมความพร้อม การดำเนินการแต่ละกรณีควรพิจารณาข้อเท็จจริง เอกสาร กำหนดเวลา และกฎหมายที่เกี่ยวข้องร่วมกับทนายความ

แหล่งอ้างอิง

[1] ETDA: พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 7–11