ซื้อคอร์สเลเซอร์หน้ากับคลินิกแห่งหนึ่ง 10 ครั้ง จ่ายไปก่อน 120,000 บาท ทำไปได้ 2 ครั้ง อยู่ ๆ คลินิกก็ปิด ประตูล็อก เพจหาย เบอร์ไม่มีคนรับ ไปถามตึกข้าง ๆ บอกว่าค้างค่าเช่าหนีไปแล้ว ดิฉันกับเพื่อนอีกหลายคนโดนเหมือนกัน เงินเราจะได้คืนไหมคะ ต้องไปแจ้งความหรือฟ้องศาล
จ่ายค่าคอร์สคลินิกความงามล่วงหน้าเป็นแสน ทำไปได้ 2 ครั้งคลินิกปิดเงียบ ติดต่อไม่ได้ เอาเงินคืนได้ไหม

คำตอบโดยย่อ
ตามกฎหมายท่านมีสิทธิได้เงินส่วนที่ยังไม่ได้รับบริการคืน คือ 8 ครั้งจาก 10 ครั้ง ราว 96,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย เพราะคลินิกผิดสัญญา ท่านบอกเลิกสัญญาและเรียกเงินคืนได้ และถ้าปรากฏว่าคลินิกเปิดขายคอร์สโดยรู้อยู่แล้วว่าจะไม่ให้บริการ หรือเร่งขายคอร์สก่อนปิดหนี อาจเป็นความผิดฐานฉ้อโกง แจ้งความได้ แต่ขอพูดตามจริงว่า “มีสิทธิ” กับ “ได้เงินจริง” เป็นคนละเรื่อง จุดชี้ขาดคือตามตัวเจ้าของให้เจอและหาทรัพย์สินของเขาให้ได้ การรวมกลุ่มผู้เสียหายและเริ่มเร็วจึงสำคัญกว่าการเถียงข้อกฎหมาย
๑. ทางแพ่ง เลิกสัญญาและเรียกเงินคืน
ท่านจ่ายเงินแล้ว คลินิกมีหนี้ที่ต้องให้บริการ 10 ครั้ง เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายกำหนดเวลาพอสมควรบอกกล่าวให้ชำระ ถ้าไม่ชำระภายในเวลานั้นก็เลิกสัญญาได้ [1] กรณีคลินิกปิดและติดต่อไม่ได้ ให้ส่งหนังสือบอกกล่าวไปตามที่อยู่ที่จดทะเบียนของบริษัทหรือเจ้าของคลินิก เมื่อเลิกสัญญาแล้ว แต่ละฝ่ายต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะเดิม เงินที่ต้องคืนต้องบวกดอกเบี้ยนับแต่วันที่รับไว้ และยังเรียกค่าเสียหายได้อีก [2] ส่วนบริการ 2 ครั้งที่ได้รับไปแล้ว หักเป็นค่าบริการตามควรค่า
ใครเป็น “คู่สัญญา” ดูจากใบเสร็จ สัญญา หรือสลิปโอนเงิน ถ้าเป็นชื่อบริษัท คู่สัญญาคือบริษัท ถ้าโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของเจ้าของ ฟ้องตัวบุคคลได้ด้วย ข้อนี้สำคัญเพราะบริษัทที่ปิดกิจการมักไม่เหลือทรัพย์ แต่ตัวบุคคลยังมี
๒. ฟ้องเป็นคดีผู้บริโภค ง่ายกว่าที่คิด
ท่านเป็นผู้บริโภคที่ซื้อบริการจากผู้ประกอบธุรกิจ ฟ้องได้ที่ศาลในฐานะคดีผู้บริโภค ซึ่งผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียม ยื่นฟ้องด้วยวาจาต่อเจ้าพนักงานคดีได้ และภาระการพิสูจน์หลายเรื่องตกแก่ผู้ประกอบธุรกิจ ผู้เสียหายหลายคนที่ซื้อคอร์สแบบเดียวกันฟ้องรวมกันได้ ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อคนต่ำลงมาก และกรณีทุนทรัพย์ไม่สูง หลายคนเลือกดำเนินการเองโดยมีทนายความช่วยเตรียมเอกสาร
๓. ทางอาญา เป็นฉ้อโกงหรือแค่ผิดสัญญา
ความผิดฐานฉ้อโกงต้องมีการหลอกลวงด้วยข้อความเท็จหรือปกปิดความจริงที่ควรบอก และได้ทรัพย์ไปเพราะการหลอกลวงนั้น [3] คลินิกที่ทำธุรกิจจริงแล้วไปไม่รอดภายหลัง โดยทั่วไปเป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง ไม่ใช่ฉ้อโกง แต่ถ้ามีพฤติการณ์ เช่น จัดโปรโมชั่นขายคอร์สล่วงหน้าราคาถูกจำนวนมากในสัปดาห์สุดท้ายก่อนปิด ทั้งที่ค้างค่าเช่าและเตรียมย้ายของออกแล้ว หรือเปิดคลินิกใหม่ในชื่ออื่นทันที พฤติการณ์แบบนี้ชี้ว่าเจตนาหลอกลวงมีตั้งแต่ตอนรับเงิน แจ้งความฐานฉ้อโกงได้ และถ้าหลอกลวงประชาชนทั่วไปในวงกว้างอาจเข้าฐานฉ้อโกงประชาชนซึ่งโทษหนักกว่าและเป็นคดีที่รัฐดำเนินการเอง
ฉ้อโกงธรรมดาเป็นความผิดอันยอมความได้ ต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำ [4] อย่ารอจนเกินเวลา
๔. ทำทันที อย่ารอให้คนอื่นทำ
- รวบรวมหลักฐาน ใบเสร็จ สัญญาหรือใบจองคอร์ส สลิปโอน แชตกับคลินิก รูปโฆษณา และรูปหน้าคลินิกที่ปิด
- ขอหนังสือรับรองบริษัทจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดูชื่อกรรมการ ที่อยู่ และว่ายังไม่เลิกบริษัท ตรวจชื่อผู้ประกอบกิจการสถานพยาบาลที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหรือกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เพราะผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการคลินิกต้องมีชื่อระบุไว้ ซึ่งอาจเป็นคนละคนกับที่รับเงิน
- ตั้งกลุ่มผู้เสียหาย รวมยอดและรายชื่อ จำนวนผู้เสียหายและยอดรวมมีผลต่อการพิจารณาของพนักงานสอบสวนว่าจะเป็นฉ้อโกงประชาชนหรือไม่
- ส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาและทวงเงินคืนไปตามที่อยู่จดทะเบียน แล้วแจ้งความหรือฟ้องคดีผู้บริโภคโดยไม่ชักช้า ผู้เสียหายที่ลงมือก่อนมีโอกาสได้บังคับเอาจากทรัพย์ที่เหลืออยู่ก่อน
ตัวบทที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 (บอกเลิกสัญญาเมื่อไม่ชำระหนี้) มาตรา 391 (ผลของการเลิกสัญญา คืนเงินพร้อมดอกเบี้ย) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (ฉ้อโกง) และมาตรา 96 (ร้องทุกข์ภายในสามเดือน)
ส่งเรื่องให้สำนักงานพิจารณา
อ่านเพิ่มเติม: บริการกฎหมายการแพทย์และธุรกิจสุขภาพ
คำตอบนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปจากข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏในคำถาม ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะของผู้ใด และไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างทนายความกับลูกความ ข้อเท็จจริงที่ต่างไปเพียงเล็กน้อยอาจทำให้ผลทางกฎหมายต่างไป และกฎหมายอาจมีการแก้ไขภายหลังวันที่เผยแพร่
แหล่งอ้างอิง
[1] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387
[2] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391
[3] ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341
[4] ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96
