โลโก้สำนักงานกฎหมายอมาตยกุลAMATYAKULLAW FIRMกระดานสนทนา ถามทนาย

อยู่กินกันมา 55 ปี เพิ่งจดทะเบียน 20 ปี สามีแบ่งเงินให้ลูกคนละ 2 ล้าน ให้เมีย 5 แสน เมียมีสิทธิอะไรบ้าง

สอบถามข้อกฎหมายค่ะ สามีกับดิฉันอยู่กินกันมา 55 ปี มีลูกด้วยกัน 3 คน เพิ่งจดทะเบียนสมรสเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ดิฉันเป็นแม่บ้านมาตลอด ตอนนี้สามีอายุมากแล้ว เลยแบ่งทรัพย์สินขั้นต้นโดยให้เงินลูกคนละ 2,000,000 บาท ให้ดิฉัน 500,000 บาท และให้หลานอีก 500,000 บาท ดิฉันรู้สึกว่าเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายแต่ได้น้อยกว่าที่ควร และคิดว่าต่อไปลูกคนโตจะพาพ่อไปทำพินัยกรรมที่สำนักงานเขต ยกบ้าน ที่ดิน และเงินในธนาคารที่เหลือให้ลูก อยากทราบว่าดิฉันมีสิทธิอะไรได้บ้างคะ

คำถามเรียบเรียงใหม่และตัดข้อมูลที่ระบุตัวบุคคลออกแล้ว
ว่าที่พันตรี ดร.ศรัณย์ อมาตยกุล

คำตอบโดยย่อ

ท่านมีสิทธิมากกว่าที่คิด ทรัพย์ที่ได้มาในช่วง 20 ปีหลังจดทะเบียนเป็นสินสมรส ท่านมีส่วนครึ่งหนึ่งโดยผลของกฎหมาย ส่วนทรัพย์ที่ช่วยกันทำมาหาได้ในช่วง 35 ปีก่อนจดทะเบียนเป็นกรรมสิทธิ์รวมคนละครึ่ง การที่สามีให้เงินก้อนใหญ่แก่ลูกและหลานจากเงินเหล่านี้โดยท่านไม่ได้ยินยอม ท่านฟ้องขอเพิกถอนได้ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่รู้ แต่การที่ท่านรับเงิน 500,000 บาทไว้ อาจถูกยกขึ้นอ้างว่าท่านรู้เห็นยินยอมแล้ว ส่วนพินัยกรรม สามีทำได้เฉพาะส่วนของตน ยกส่วนของท่านให้ใครไม่ได้ และเมื่อสามีถึงแก่กรรม ต้องแยกครึ่งหนึ่งของท่านออกก่อน ที่เหลือจึงเป็นมรดก

๑. ทรัพย์สินในบ้านนี้มีสามกอง ต้องแยกให้ออกก่อน

  • สินสมรส คือทรัพย์ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส นับจากวันจดทะเบียนเมื่อ 20 ปีก่อน ถ้าสงสัยว่าทรัพย์ใดเป็นสินสมรสหรือไม่ กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส [1] การที่ท่านเป็นแม่บ้านไม่มีรายได้ ไม่ทำให้ส่วนของท่านในสินสมรสลดลง
  • กรรมสิทธิ์รวม คือทรัพย์ที่ช่วยกันทำมาหาได้ในช่วง 35 ปีที่อยู่กินกันโดยยังไม่จดทะเบียน ทรัพย์เหล่านี้ไม่ใช่สินสมรส แต่เป็นของทั้งสองคนร่วมกัน และกฎหมายสันนิษฐานว่าเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากัน [2] ข้อนี้ท่านต้องมีพยานหลักฐานว่าทรัพย์ได้มาในช่วงนั้นจากการทำมาหากินร่วมกัน
  • สินส่วนตัวของสามี คือทรัพย์ที่สามีมีอยู่ก่อนสมรสและไม่ได้ทำมาหาได้ร่วมกับท่าน เช่น ที่ดินที่รับมรดกจากบิดามารดาของสามี [3] ทรัพย์กองนี้สามีจัดการได้เองและยกให้ใครก็ได้

บ้าน ที่ดิน และเงินฝากที่เหลือจะอยู่กองใด ดูจากวันที่ได้มาและที่มาของเงินที่ใช้ซื้อ ไม่ใช่ดูจากชื่อในโฉนดหรือชื่อบัญชีเพียงอย่างเดียว

๒. เงินที่สามีแจกลูกและหลาน ท่านคัดค้านได้หรือไม่

ถ้าเงินที่แจกมาจากสินสมรส การให้โดยเสน่หาเป็นเรื่องที่ต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากท่าน เว้นแต่เป็นการให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวเพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา [4] การให้ลูกคนละ 2,000,000 บาทและหลานอีก 500,000 บาท จะถือว่า “พอควรแก่ฐานานุรูป” หรือไม่ ขึ้นกับฐานะของครอบครัวและมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด ซึ่งศาลเป็นผู้ชั่งน้ำหนัก

หากเป็นการให้ที่ต้องได้รับความยินยอมแต่ท่านไม่ได้ยินยอม ท่านฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนได้ แต่ต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่รู้เหตุ และไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันที่ให้ [5] ข้อที่ต้องระวังคือ กฎหมายไม่ให้เพิกถอนถ้าท่านให้สัตยาบันแล้ว การที่ท่านรับเงิน 500,000 บาทในคราวเดียวกันโดยไม่โต้แย้ง อาจถูกฝ่ายลูกยกขึ้นอ้างว่าท่านรู้เห็นและยอมรับการแบ่งทั้งหมด ท่านจึงควรทำหนังสือแสดงความไม่ยินยอมไว้โดยเร็ว

ถ้าเงินที่แจกมาจากเงินที่ช่วยกันหาได้ก่อนจดทะเบียน ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวม สามีจำหน่ายได้เฉพาะส่วนของตน จะจำหน่ายตัวทรัพย์ทั้งหมดต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของรวมทุกคน [2] ท่านจึงเรียกส่วนของท่านคืนได้ แต่ถ้าเป็นสินส่วนตัวของสามี ท่านไม่มีสิทธิคัดค้าน

๓. พินัยกรรมที่สำนักงานเขต ห้ามไม่ได้ แต่ยกได้เฉพาะส่วนของสามี

สามียังมีสิทธิทำพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในทรัพย์สินของตนเอง [6] และจะไปทำเป็นเอกสารฝ่ายเมืองที่สำนักงานเขตต่อหน้าพยานสองคนก็ได้ [7] ท่านห้ามไม่ได้ ลูกคนโตพาไปก็ไม่ผิดกฎหมาย ตราบใดที่สามียังมีสติสัมปชัญญะและทำโดยสมัครใจ

แต่กฎหมายกำหนดไว้ชัดว่าคู่สมรสไม่มีอำนาจทำพินัยกรรมยกสินสมรสที่เกินกว่าส่วนของตนให้แก่ผู้ใด [8] พินัยกรรมที่ยกบ้าน ที่ดิน และเงินฝากซึ่งเป็นสินสมรส “ทั้งหมด” ให้ลูก จึงมีผลเฉพาะครึ่งที่เป็นของสามี ครึ่งของท่านยังเป็นของท่าน เช่นเดียวกับส่วนของท่านในทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์รวม

เมื่อสามีถึงแก่กรรม กฎหมายให้แบ่งสินสมรสระหว่างท่านกับสามีก่อน โดยใช้หลักเดียวกับการหย่า คือได้ส่วนเท่ากัน [9] ครึ่งที่เป็นของสามีจึงจะเป็นมรดก ถ้ามีพินัยกรรมยกให้ลูกหมด ท่านจะไม่ได้ส่วนนั้น เพราะกฎหมายไทยไม่ได้สงวนส่วนมรดกไว้ให้คู่สมรส แต่ถ้าไม่มีพินัยกรรม ท่านเป็นทายาทโดยธรรมและได้ส่วนแบ่งเท่ากับลูกหนึ่งคน [10]

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ถ้าบ้าน ที่ดิน และเงินฝากเป็นสินสมรสทั้งหมดรวมมูลค่า 10 ล้านบาท ท่านได้ 5 ล้านบาทในฐานะเจ้าของสินสมรสทันทีโดยไม่เกี่ยวกับพินัยกรรม อีก 5 ล้านบาทเป็นมรดกของสามี ถ้าไม่มีพินัยกรรมแบ่งกัน 4 คน คือท่านกับลูก 3 คน ท่านได้อีก 1.25 ล้านบาท

๔. ถ้าสามียังจะแจกต่อ ท่านขอศาลคุ้มครองได้

ถ้าสามีจัดการสินสมรสเป็นที่เสียหายถึงขนาด หรือมีพฤติการณ์ว่าจะทำความหายนะให้แก่สินสมรส ท่านร้องขอให้ศาลสั่งให้ท่านเป็นผู้จัดการสินสมรสแต่ผู้เดียว หรือสั่งให้แยกสินสมรสได้ และขอให้ศาลกำหนดวิธีคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณาได้ด้วย [11] เมื่อแยกสินสมรสแล้ว ส่วนที่แยกออกตกเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย [12] ทางนี้ใช้เมื่อการเจรจาในครอบครัวไม่ได้ผล เพราะเป็นการฟ้องสามีของตนเอง

ควรเริ่มจากอะไร

  • ทำบัญชีทรัพย์สินทุกรายการ ระบุวันที่ได้มาและเงินที่ใช้ซื้อ เพื่อแยกว่าเป็นสินสมรส กรรมสิทธิ์รวม หรือสินส่วนตัวของสามี
  • ขอสำเนาหลักฐานการโอนเงินให้ลูกและหลาน เพื่อนับวันเริ่มต้นกำหนด 1 ปี
  • ทำหนังสือถึงสามีและลูกว่าท่านไม่ยินยอมกับการให้เงินครั้งนี้ ป้องกันข้ออ้างเรื่องสัตยาบัน
  • คุยกันในครอบครัวให้สามีทำพินัยกรรมที่ระบุชัดว่ายกเฉพาะส่วนของตน และระบุส่วนของท่านไว้ด้วย จะลดข้อพิพาทหลังสามีถึงแก่กรรมได้มาก

ตัวบทที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (สินส่วนตัว) มาตรา 1474 (สินสมรสและข้อสันนิษฐาน) มาตรา 1356 และมาตรา 1357 (กรรมสิทธิ์รวม) มาตรา 1361 (เจ้าของรวมจำหน่ายทรัพย์) มาตรา 1476 (5) (การให้โดยเสน่หาต้องได้รับความยินยอม) มาตรา 1480 (เพิกถอนนิติกรรม กำหนด 1 ปี และ 10 ปี) มาตรา 1481 (ห้ามทำพินัยกรรมยกสินสมรสเกินส่วน) มาตรา 1484 และมาตรา 1492 (แยกสินสมรส) มาตรา 1533 (แบ่งสินสมรสเท่ากัน) มาตรา 1625 (แบ่งสินสมรสเมื่อคู่สมรสตาย) มาตรา 1629 วรรคท้าย และมาตรา 1635 (1) (คู่สมรสเป็นทายาทโดยธรรม) มาตรา 1646 (สิทธิทำพินัยกรรม) และมาตรา 1658 (พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง)

ส่งเรื่องให้สำนักงานพิจารณา

ส่งเรื่องให้สำนักงานพิจารณา

คำตอบนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปจากข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏในคำถาม ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะของผู้ใด และไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างทนายความกับลูกความ ข้อเท็จจริงที่ต่างไปเพียงเล็กน้อยอาจทำให้ผลทางกฎหมายต่างไป และกฎหมายอาจมีการแก้ไขภายหลังวันที่เผยแพร่

แหล่งอ้างอิง

[1] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474
[2] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1356 มาตรา 1357 และมาตรา 1361
[3] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471
[4] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 (5)
[5] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480
[6] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646
[7] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658
[8] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1481
[9] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1625 (1) ประกอบมาตรา 1533
[10] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 วรรคท้าย และมาตรา 1635 (1)
[11] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1484
[12] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1492

← กลับสู่ถาม-ตอบกฎหมาย

ร่วมตอบ หรือถามต่อในกระทู้นี้

ความเห็นจะแสดงบนกระทู้ทันที โปรดใช้นามแฝงได้ แต่ห้ามระบุชื่อบุคคล หน่วยงาน หรือรายละเอียดที่ทำให้รู้ว่าเป็นใคร และห้ามข้อความหมิ่นประมาท สำนักงานสงวนสิทธิ์ลบความเห็นที่ไม่เหมาะสมโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า

กระดานสนทนา ถามทนายส่งข้อมูลติดต่อ LINEWhatsApp