สรุปใน 5 บรรทัด

  1. กฎหมายฉบับนี้ใช้กับโครงการที่ได้รับทุนจากหน่วยงานของรัฐ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป สัญญาที่เซ็นก่อนหน้านั้นใช้ไม่ได้ เพราะไม่มีบทเฉพาะกาล
  2. ความเป็นเจ้าของผลงานวิจัยย้ายจากผู้ให้ทุน มาที่ ผู้รับทุนเป็นลำดับแรก และ นักวิจัยเป็นลำดับที่สอง
  3. เมื่อได้สิทธิมาแล้ว ต้องนำไปใช้ประโยชน์ ภายใน 2 ปี มิฉะนั้นสิทธิตกกลับไปเป็นของผู้ให้ทุน
  4. ทั้งฉบับ ไม่มีโทษอาญาแม้แต่มาตราเดียว สภาพบังคับคือการเสียความเป็นเจ้าของ
  5. สิทธิที่ได้มา ไม่ใช่กรรมสิทธิ์เด็ดขาด มีเงื่อนไขของรัฐติดมาเสมอ ทั้งสิทธิของผู้ให้ทุนที่จะใช้เพื่อการวิจัย สิทธิของบุคคลภายนอกที่จะขอบังคับใช้สิทธิ และอำนาจของรัฐในภาวะฉุกเฉิน

ปัญหาอยู่ที่คุณภาพงานวิจัย หรืออยู่ที่สิทธิในผลงานวิจัย

ปีงบประมาณ 2566 ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา 168,100 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 16.5 และมีบุคลากรวิจัยและพัฒนา 220,629 คน ลดลงร้อยละ 9

ตัวเลขที่บอกอะไรได้มากกว่านั้นคือสัดส่วนคำขอรับสิทธิบัตร ปี 2568 มีคำขอสิทธิบัตรการประดิษฐ์ 8,386 คำขอ ซึ่งเป็นสนามที่ใช้แข่งขันทางเทคโนโลยีจริง โดยผู้ยื่นคนไทยมีสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ 11 ขณะที่อนุสิทธิบัตรซึ่งคุ้มครองสั้นกว่าและตรวจสอบน้อยกว่า ผู้ยื่นคนไทยครองเกือบทั้งหมด

สาเหตุไม่ได้อยู่ที่คุณภาพงานวิจัย แต่อยู่ที่การวางสิทธิผิดที่

  • รัฐให้ทุนวิจัยต่อเนื่องทุกปีผ่านหน่วยบริหารจัดการทุนหลายหน่วย
  • สัญญารับทุนก่อนปี 2565 เขียนให้ผลงานตกเป็นของผู้ให้ทุน — เป็นผลจาก ข้อสัญญา ล้วน ๆ ไม่ใช่ผลของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา
  • ผู้ให้ทุนเป็นหน่วยงานงบประมาณ ไม่มีหน้าที่ ไม่มีคน และไม่มีแรงจูงใจจะไปหาผู้ซื้อเทคโนโลยี
  • คนที่รู้จักเทคโนโลยีดีที่สุดคือนักวิจัย แต่ในโครงสร้างเดิมนักวิจัยไม่มีสิทธิในผลงานของตน

สิทธิจึงไปอยู่กับคนที่ไม่มีแรงจูงใจจะใช้ ส่วนคนที่มีแรงจูงใจกลับไม่มีสิทธิ

ประเทศผู้นำนวัตกรรมเคยพบปัญหาเดียวกัน

Bayh–Dole Act 1980 — ต้นแบบของกฎหมายกลุ่มนี้

ก่อนปี 1980 สิทธิบัตรจากทุนรัฐของสหรัฐฯ ที่มีการอนุญาตให้ใช้สิทธิจริงมีน้อยกว่าร้อยละ 5 กฎหมายฉบับนี้จึงเปลี่ยนสามอย่างพร้อมกัน คือ ย้ายผู้ถือสิทธิจากผู้ให้ทุนไปให้ผู้รับทุนเลือกเป็นเจ้าของได้ สร้างโครงสร้างรองรับ (หน่วยถ่ายทอดเทคโนโลยี บริษัท spin-off คลัสเตอร์) และคง march-in rights ให้รัฐดึงสิทธิกลับได้ถ้าไม่นำไปใช้ประโยชน์ตามสมควร

แนวคิดนี้แพร่ไปทั่วโลกก่อนจะมาถึงไทย

ปีประเทศกฎหมายไทยช้ากว่า
1980สหรัฐอเมริกาBayh–Dole Act41 ปี
1998–99ญี่ปุ่นTLO Act + Japanese Bayh–Dole22 ปี
2000เกาหลีใต้Technology Transfer Promotion Act21 ปี
2009ฟิลิปปินส์Republic Act 1005512 ปี
2021ไทยTRIUP Act

อีกกลุ่มหนึ่ง คือ เยอรมนี เดนมาร์ก ออสเตรีย นอร์เวย์ และฟินแลนด์ ทยอยยกเลิก professor's privilege ช่วงปี 2000–2007 เพื่อย้ายสิทธิไปที่มหาวิทยาลัย

ผลลัพธ์ที่ได้ และผลลัพธ์ที่ไม่ได้

ปีงบประมาณ 2566 มหาวิทยาลัยญี่ปุ่นมีรายได้ค่าสิทธิ 8,120 ล้านเยน แต่มีเงินวิจัยร่วมกับภาคเอกชน 102,800 ล้านเยน ต่างกัน 12 เท่า — ญี่ปุ่นไม่ได้สำเร็จจากการขายสิทธิบัตร แต่สำเร็จจากการดึงเอกชนเข้ามาวิจัยร่วม สิทธิบัตรเป็นบัตรผ่าน ไม่ใช่ตัวสินค้า ในปีเดียวกันสหรัฐฯ มีสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ 9,299 ฉบับ และมีการรายงานสิ่งประดิษฐ์เข้าระบบ 25,124 รายการ ส่วนบริษัทที่เกิดจากมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นมีสะสม 5,074 บริษัท

ในทางกลับกัน นอร์เวย์ยกเลิก professor's privilege ในปี 2003 โดยย้ายสิทธิไปให้มหาวิทยาลัยถือข้างมาก ผลคือ อัตราการตั้งธุรกิจของนักวิจัยลดลงร้อยละ 50 และอัตราการยื่นสิทธิบัตรลดลงร้อยละ 50 พร้อมกับคุณภาพที่ลดลงทั้งสองด้าน (Hvide & Jones, American Economic Review, 2018)

บทเรียนจึงมีสองชั้น — การย้ายสิทธิเป็นแนวทางที่ถูก แต่ ย้ายผิดที่ก็ทำให้แย่ลงได้ครึ่งหนึ่ง สิ่งที่ตัดสินคือแรงจูงใจของผู้ถือสิทธิและการวัดผลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสหรัฐฯ มีรายงาน AUTM ตั้งแต่ปี 1991 ญี่ปุ่น เกาหลี และจีนสำรวจทุกปี ส่วนไทยยังไม่พบรายงานผลการดำเนินงานที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ

วันที่ท่านต้องจำ และกลไกที่ทำให้กฎหมายฉบับนี้มีผลจริง

การบังคับใช้

  • 17 กันยายน 2564 — ผ่านที่ประชุมร่วมรัฐสภาด้วยคะแนน 1,494 เสียง แทบไม่มีเสียงค้าน
  • 8 พฤศจิกายน 2564 — ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
  • 7 พฤษภาคม 2565 — วันที่มีผลใช้บังคับ

ทั้งฉบับมีเพียง 23 มาตรา ซึ่งสั้นมากสำหรับกฎหมายที่เปลี่ยนโครงสร้างขนาดนี้ และ ไม่มีบทเฉพาะกาล สัญญาที่ลงนามก่อนวันบังคับใช้จึงยกกฎหมายนี้ไปอ้างไม่ได้

ไม่ใช้บังคับกับอะไรบ้าง (มาตรา 4)

  1. การวิจัยเพื่อพัฒนางานตามหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐเอง
  2. คนต่างด้าวซึ่งไม่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร
  3. อาวุธยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีทางทหาร และการป้องกันประเทศ
  4. งานวิจัยที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อมวลมนุษยชาติ หรือเป็นพื้นฐานสำคัญของการวิจัยอื่น — ต้องประกาศก่อนทำสัญญาให้ทุน
  5. ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

ข้อที่มักเข้าใจผิด — ทุนที่มหาวิทยาลัยให้จากเงินรายได้ของตัวเองไม่อยู่ใต้ พ.ร.บ. นี้ (มาตรา 10 วรรคสอง) ให้ดูที่มาของเงินเป็นหลัก ไม่ใช่ดูว่าใครเป็นผู้ให้

กลไกที่ทำให้ได้ผลจริง (มาตรา 6)

มาตรา 6 คือจุดที่แข็งที่สุดในเชิงกฎหมายของทั้งฉบับ กำหนดให้

  • ข้อกำหนดในสัญญาให้ทุนที่แตกต่างจากระเบียบ กสว. เป็นโมฆะ
  • ข้อกำหนดในสัญญาจ้างช่วงที่ให้ความเป็นเจ้าของตกแก่ผู้รับจ้างช่วง เป็นโมฆะ

โดยเป็นโมฆะเฉพาะข้อนั้น ไม่กระทบสัญญาทั้งฉบับ สัญญายังอยู่ เงินยังโอน โครงการยังเดินต่อ

ข้อสังเกตทางกฎหมาย — กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้แก้ พ.ร.บ.สิทธิบัตร ไม่ได้แก้ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ และไม่ได้แก้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่เปลี่ยนความเป็นเจ้าของผลงานวิจัยทั้งระบบได้ เพราะไปตัดที่เส้นเลือดใหญ่คือข้อสัญญา และเปลี่ยนทันทีโดยผลของกฎหมาย ไม่ต้องเจรจาแก้สัญญาครั้งละฉบับ ไม่ต้องฟ้องศาลเป็นรายคดี

กฎหมายลำดับรอง

มีกฎหมายลำดับรอง 14 ฉบับ (สภานโยบาย อววน. 7 ฉบับ · กสว. 7 ฉบับ · ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาและกฎกระทรวง) ที่ควรทราบมี 4 ฉบับ

  1. ระเบียบว่าด้วยการกำหนดข้อสัญญาที่เป็นสาระสำคัญของสัญญาให้ทุน — ฉบับที่ทำให้มาตรา 6 มีผล
  2. ระเบียบว่าด้วยการเปิดเผย ความเป็นเจ้าของ และการโอนผลงาน — รองรับมาตรา 7 ถึง 9 หัวใจของทั้งระบบ
  3. ระเบียบว่าด้วยการบริหารจัดการ การใช้ประโยชน์ และการรายงาน — ที่มาของกำหนด 2 ปี และเกณฑ์ร้อยละ 50
  4. ระเบียบว่าด้วยการจัดสรรรายได้ให้แก่นักวิจัย — รองรับมาตรา 14

ออกครบถ้วนภายในปี 2565 เพียงปีเดียว และ 4 ปีผ่านไปยังไม่มีการแก้ไขแม้แต่ฉบับเดียว

ลำดับสิทธิที่แท้จริง — บันได 3 ขั้น

ลำดับใครเงื่อนไขฐานกฎหมาย
1ผู้รับทุนขอเป็นเจ้าของก่อน พร้อมแผนและกลไกการใช้ประโยชน์มาตรา 8 วรรคหนึ่ง
2นักวิจัยขอได้เมื่อผู้รับทุนไม่ขอ และต้องรอหนังสือแจ้งผ่านหัวหน้าโครงการก่อนมาตรา 8 วรรคสอง
3ผู้ให้ทุนถ้าไม่มีใครขอ หรือไม่เปิดเผยผลงาน ตกเป็นของผู้ให้ทุนมาตรา 9

ข้อที่ต้องเข้าใจให้ถูก — นักวิจัยเป็นเจ้าของผลงานได้จริง แต่เป็น สิทธิลำดับที่สอง และต้องรอหนังสือแจ้งก่อนเท่านั้น ไม่ใช่ว่าเมื่อกฎหมายมีผลแล้วนักวิจัยกลายเป็นเจ้าของทันที

อย่างไรก็ตาม แม้สถาบันจะเป็นเจ้าของ นักวิจัยก็ยังมีสิทธิได้ส่วนแบ่งรายได้ตามมาตรา 14 เสมอ

ได้สิทธิมาแล้ว เวลาเริ่มเดินอย่างไร

จุดเมื่อไรใครต้องทำฐาน
1ทันทีที่มีผลงานหัวหน้าโครงการเปิดเผยผลงานต่อผู้รับทุนโดยเร็วมาตรา 7 วรรคสอง
2ภายใน 90 วัน นับแต่วันสิ้นสุดโครงการผู้รับทุนเปิดเผยผลงานต่อผู้ให้ทุนระเบียบฯ ข้อ 8 วรรคสอง
3ขั้นแจ้งความประสงค์ขอเป็นเจ้าของ พร้อมแผนและกลไกการใช้ประโยชน์มาตรา 8
4แผนรายปี 3 ปีครอบคลุม 4 ด้าน — วิชาการ / สาธารณะ / พาณิชย์ / จำหน่ายจ่ายโอนระเบียบฯ
5ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ผลงานตกเป็นของตนต้องนำไปใช้ประโยชน์มาตรา 12 วรรคสาม
6ถ้าไม่ใช้ผู้ให้ทุนมีหนังสือเตือน ยังไม่ใช้อีก ตกเป็นของผู้ให้ทุนมาตรา 12 วรรคสี่

ไม่มีค่าปรับ ไม่มีโทษจำคุก ไม่มีการเรียกเงินทุนคืน — สภาพบังคับของกฎหมายฉบับนี้คือการสูญเสียความเป็นเจ้าของ

กรณีนักวิจัยขอเป็นเจ้าของเอง

เมื่อผู้รับทุนไม่ประสงค์เป็นเจ้าของ หรือปล่อยให้พ้นกำหนด ผู้ให้ทุนจะแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรถึง หัวหน้าโครงการวิจัย (ไม่ได้แจ้งตรงถึงนักวิจัย) แล้วหัวหน้าโครงการแจ้งต่อนักวิจัยอีกทอดหนึ่ง นักวิจัยจึงยื่นได้เฉพาะเรื่องที่ตนสร้างหรือค้นพบ

  • หลัก: 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ให้ทุนแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรถึงหัวหน้าโครงการวิจัย
  • ยกเว้น 90 วัน เมื่อผลงานเป็นการประดิษฐ์ตามกฎหมายสิทธิบัตร และนำออกแสดงในงานแสดงสินค้าระหว่างประเทศหรืองานแสดงต่อสาธารณะของทางราชการ
  • ยกเว้น 90 วัน เมื่อผลงานเป็นพันธุ์พืชตามกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช และมีการนำส่วนขยายพันธุ์มาใช้ประโยชน์แล้ว

การตีพิมพ์บทความในวารสาร การนำเสนอในที่ประชุมวิชาการ หรือการเผยแพร่ทั่วไป ไม่เข้าข้อยกเว้นนี้ ยังคงใช้กำหนด 1 ปีตามหลัก

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในตัว พ.ร.บ. — มาตรา 8 วรรคสี่ ให้เป็นไปตามระยะเวลาและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนดโดยระเบียบ (ระเบียบ กสว. ว่าด้วยการเปิดเผย ความเป็นเจ้าของ และการโอนผลงานฯ ข้อ 17)

ขอขยายเวลาได้ แต่ต้องพิสูจน์ความพยายาม (มาตรา 13)

  • ทำได้ ตั้งแต่ร้อยละ 50 ของแผน — ใช้เป็นหลักฐานความพยายามได้
  • ทำได้ น้อยกว่าร้อยละ 20 ของแผน — เข้าข่ายไม่ควรอนุญาตให้ขยายเวลา

หลักฐานที่ยอมรับ ได้แก่ การทำ due diligence การสำรวจตลาด การยกระดับ TRL การหาผู้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ และการเข้าร่วมงานจับคู่ธุรกิจ

หากไม่ได้รับอนุญาต อุทธรณ์ต่อ กสว. ได้ภายใน 30 วัน และ กสว. ต้องวินิจฉัยภายใน 30 วัน

ข้อสังเกตเชิงปฏิบัติ — การเขียนแผนใช้ประโยชน์ในวันแรก คือการเขียนเกณฑ์ที่จะใช้ตัดสินตัวเองในอีก 2 ปีข้างหน้า

สามเรื่องที่ต้องระวังที่สุด

  1. ตีพิมพ์ก่อนยื่นคำขอสิทธิบัตร — ทำลายความใหม่ เสียสิทธิถาวร แก้ไม่ได้ ย้อนไม่ได้ ไม่มีกลไกใดใน TRIUP Act กู้คืนให้
  2. ไม่เปิดเผยผลงาน — ตกเป็นของผู้ให้ทุนตามมาตรา 9 โดยไม่มีขั้นตอนเตือนแบบมาตรา 12 เส้นตายคือ 90 วันนับแต่วันปิดโครงการ พ้นเส้นนั้นไม่ใช่แค่ล่าช้า แต่คือเสียสิทธิ
  3. เขียนแผนใช้ประโยชน์แบบเอาตัวรอด — ไม่มีคู่ค้าจริง ครบ 2 ปีแล้วถูกดึงสิทธิคืน

ประตูที่กฎหมายเปิดให้

ทำได้เงื่อนไขฐาน
อนุญาตให้ใช้สิทธิ / ขายโอนสิทธิต้องได้รับความยินยอมจากผู้ให้ทุนมาตรา 15 วรรคหนึ่ง
โอนให้นิติบุคคลที่ผู้รับทุนมอบหมายไม่ต้องขอความยินยอมจากผู้ให้ทุนมาตรา 15 วรรคสอง
ต่อยอดวิจัยเอง / ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ไม่จำเป็นต้องขายเสมอไป

มาตรา 15 วรรคสอง คือฐานทางกฎหมายของ holding company และบริษัท spin-off ของมหาวิทยาลัย

กำแพงที่กฎหมายยังกั้นไว้ — สำคัญกว่า

สิทธิที่ได้มาไม่ใช่กรรมสิทธิ์เด็ดขาด มีเงื่อนไขของรัฐติดมาด้วยเสมอ

มาตรา 16 — สิทธิที่ขายให้เอกชนไม่เด็ดขาด 100%
ผู้ให้ทุนใช้ผลงานเพื่อการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัยและพัฒนาได้เสมอ ไม่ว่าผลงานจะโอนไปเป็นของผู้ใด — ในทางปฏิบัติแปลว่าอย่ารับปากให้สิทธิแต่เพียงผู้เดียวแบบเด็ดขาดในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ เพราะให้ไม่ได้

มาตรา 20 — บุคคลภายนอกขอบังคับใช้สิทธิได้เอง
ผู้ประสงค์จะใช้ประโยชน์ยื่นคำขอต่อ กสว. ได้โดยตรง ถ้าเจ้าของถือสิทธิไว้เฉย ๆ ไม่ทำอะไรใน 2 ปี ข้อนี้ต่างจาก march-in ของสหรัฐฯ ซึ่งต้องรอรัฐเป็นผู้ริเริ่ม และไม่เคยใช้สำเร็จเลยกว่า 40 ปี การถือสิทธิไว้เฉย ๆ ในประเทศไทยจึงเสี่ยงกว่าในสหรัฐฯ

มาตรา 21 — ภาวะฉุกเฉิน รัฐสั่งใช้ได้
นายกรัฐมนตรีโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี สั่งให้หน่วยงานของรัฐใช้ประโยชน์ได้ในภาวะสงคราม ภัยพิบัติ หรือผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพประชาชน โดยเสียค่าตอบแทนที่เป็นธรรม และฟ้องเพิกถอนได้ภายใน 60 วัน

ถ้าต้องขึ้นศาล ขึ้นที่ไหน

ข้อพิพาทตามกฎหมายฉบับนี้อยู่ในอำนาจ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ตามมาตรา 22 ไม่ใช่ศาลปกครอง เพราะ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ มาตรา 9 วรรคสอง (3) ยกเว้นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลชำนัญพิเศษออกจากอำนาจศาลปกครองอยู่แล้ว

ข้อสังเกตสำคัญ — คำว่า "ให้เป็นที่สุด" ในมาตรา 13 และมาตรา 20 หมายถึงที่สุดในชั้นฝ่ายปกครองเท่านั้น ไม่ได้ตัดสิทธิที่จะนำคดีขึ้นสู่ศาล

คำตอบสามข้อ

1. คน — งานนี้ต้องการคนที่เข้าใจเทคโนโลยี กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา และตลาด พร้อมกันในตัวคนเดียว ประเทศไทยยังไม่มีเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนให้บุคคลนี้ เทียบกับจีนซึ่ง ณ ปี 2567 มีบุคลากรสายถ่ายทอดเทคโนโลยี 18,248 คน

2. ความชัดเจนของผลประโยชน์ — ทั้ง พ.ร.บ. และกฎหมายลำดับรอง 14 ฉบับ ไม่ได้กำหนดสัดส่วนการแบ่งรายได้ให้นักวิจัยไว้เลย อำนาจกำหนดจริงอยู่ที่ระเบียบของแต่ละสถาบัน มีเพียงหลักว่าหากนักวิจัยหลายคนตกลงกันไม่ได้ ให้ถือว่าแบ่งเท่ากัน

3. ผลประโยชน์ทับซ้อน — อาจารย์มหาวิทยาลัยรัฐมีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การถือหุ้นใน spin-off ที่รับอนุญาตให้ใช้สิทธิจากสถาบันตัวเอง อาจชนกับกฎหมาย ป.ป.ช. TRIUP Act เปิดประตูให้ แต่ไม่ได้ยกเว้นกฎหมาย ป.ป.ช. ความเสี่ยงข้อนี้ตกอยู่ที่ตัวอาจารย์ล้วน ๆ ก่อนถือหุ้นใน spin-off ควรตรวจระเบียบภายในและปรึกษาผู้มีความรู้ทางกฎหมายก่อน

ข้อสังเกตที่แทบไม่มีใครพูดถึง

ปี 2564 วช. ได้รับงบจากกองทุน ววน. รวม 2,268 ล้านบาท แบ่งเป็น Strategic Fund (วิจัยประยุกต์) 1,868 ล้านบาท และ Fundamental Fund (วิจัยพื้นฐาน) 400 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 82 : 18 สะท้อนบทบาทที่เปลี่ยนจากผู้จัดสรรทุนไปสู่นักลงทุน (วิทยานิพนธ์ ชนันท์ชนยุทธ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2565)

ข้อสังเกตของผู้วิจัยคือ เมื่อกลไกตลาดเข้ามาจัดสรรทุน งานวิจัยพื้นฐานและงานสายมนุษยศาสตร์–สังคมศาสตร์ซึ่งแปลงเป็นสินค้าได้ยากกว่า มีแนวโน้มถูกลดระดับการจัดสรรทุนลง

สิ่งที่กฎหมายเตรียมไว้รองรับแล้วแต่แทบไม่มีใครพูดถึง คือ มาตรา 4 (4) ที่กันงานวิจัยซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญออกจากการแปรเป็นทรัพย์สินเอกชน และ มาตรา 18–19 ว่าด้วยกองทุนสนับสนุนเทคโนโลยีที่เหมาะสมแก่เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจเพื่อสังคม พร้อมค่าตอบแทนแก่นักวิจัย ซึ่งมีระเบียบรองรับ 3 ฉบับแล้ว

กฎหมายปลดล็อกได้แค่เรื่องสิทธิ ส่วนที่เหลือคือคน ระบบ และความไว้วางใจ — ถ้าไม่ทำส่วนนั้น หิ้งเดิมก็จะกลายเป็นหิ้งใหม่ที่มีชื่อเจ้าของติดอยู่

นักวิจัยและหน่วยงานควรทำอะไรบ้าง

  1. เปิดสัญญารับทุนดูวันที่ — ถ้าได้รับทุนตั้งแต่ 7 พฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป อยู่ใต้กฎหมายนี้แล้ว และเวลากำลังเดินอยู่
  2. อย่าเพิ่งส่งบทความตีพิมพ์ — ถ้างานนั้นมีโอกาสจดสิทธิบัตรได้ ให้คุยกับหน่วยทรัพย์สินทางปัญญาของสถาบันก่อน ระยะที่รอคอยอาจรักษาสิทธิอายุ 20 ปีไว้ได้
  3. อ่านระเบียบการแบ่งรายได้ของสถาบันตัวเอง — เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดสัดส่วนไว้ให้ ถ้าไม่เคยอ่าน ก็ไม่รู้ว่ากำลังต่อรองอยู่บนฐานอะไร

หกคำถามที่พบบ่อย

1. สัญญาที่เซ็นก่อนกฎหมายมีผล ใช้กฎหมายนี้ได้ไหม
ไม่ได้ เพราะไม่มีบทเฉพาะกาล

2. นักวิจัยขอเป็นเจ้าของเองได้ไหม
ได้ แต่ต้องรอหนังสือแจ้งก่อน แล้วยื่นภายใน 1 ปี เหลือ 90 วันเฉพาะสองกรณี คือ การประดิษฐ์ที่นำออกแสดง และพันธุ์พืชที่นำส่วนขยายพันธุ์ไปใช้

3. หลายสถาบันร่วมให้ทุน แบ่งสิทธิอย่างไร
แบ่งตามที่ตกลงในสัญญาร่วมให้ทุน (มาตรา 10 วรรคหนึ่ง)

4. ตีพิมพ์ไปแล้ว ยังจดสิทธิบัตรได้ไหม
โดยหลักไม่ได้ เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นความใหม่ ซึ่งเงื่อนไขเคร่งครัดและระยะเวลาสั้น

5. ส่วนแบ่งของนักวิจัยเท่าไร
กฎหมายไม่กำหนด ระเบียบของสถาบันเป็นผู้กำหนด

6. ทุนจากเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย เข้า พ.ร.บ. นี้ไหม
ไม่เข้า ให้ดูที่มาของทุนเป็นหลัก

ข้อจำกัดความรับผิด

เนื้อหาหน้านี้เรียบเรียงจากสไลด์ประกอบการบรรยายทางวิชาการ อธิบายหลักกฎหมายและกฎหมายลำดับรองในภาพรวม ณ เวลาที่บรรยาย มิใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง การประเมินว่าผลงานใดอยู่ในบังคับของกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ กำหนดเวลาเริ่มนับเมื่อใด และแผนใช้ประโยชน์แบบใดจึงเพียงพอ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในสัญญาให้ทุน ระเบียบภายในของสถาบัน และข้อเท็จจริงเฉพาะราย ผู้อ่านจึงไม่ควรใช้เนื้อหานี้แทนการปรึกษาทนายความในกรณีของตน

การบรรยาย ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานที่และวันที่บรรยายเท่านั้น ตราสัญลักษณ์ที่ปรากฏในไฟล์สไลด์เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารที่จัดทำขึ้นสำหรับการบรรยายครั้งนั้น มิได้หมายความว่าสำนักงานการวิจัยแห่งชาติรับรองเนื้อหาหรือรับรองสำนักงานกฎหมายอมาตยกุลแต่อย่างใด

มีงานวิจัยที่ต้องตัดสินใจเรื่องสิทธิ

หากท่านเป็นหัวหน้าโครงการที่กำลังจะปิดโครงการ เป็นหน่วยทรัพย์สินทางปัญญาที่ต้องวางกระบวนการเปิดเผยผลงานและแผนใช้ประโยชน์ เป็นอาจารย์ที่กำลังพิจารณาถือหุ้นใน spin-off หรือเป็นเอกชนที่ต้องการรับอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัยจากทุนรัฐ สำนักงานรับให้คำปรึกษาเบื้องต้นเพื่อประเมินว่าผลงานอยู่ในบังคับของกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ กำหนดเวลาเริ่มนับเมื่อใด และข้อสัญญาใดที่ตกลงไม่ได้เพราะขัดมาตรา 16

โทร 081-717-5510 · sarun@amatyakul.com · LINE ID: Amatyakul

นัดหมายปรึกษา ส่งรายละเอียดเรื่องของท่าน

แหล่งอ้างอิง

  1. พระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564
  2. ระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ว่าด้วยการเปิดเผย ความเป็นเจ้าของ และการโอนผลงานฯ
  3. กรมทรัพย์สินทางปัญญา — สถิติคำขอรับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร
  4. สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ — ข้อมูลค่าใช้จ่ายและบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา
  5. WIPO, Global Innovation Index 2025
  6. Hvide, H. K., & Jones, B. F. (2018). University Innovation and the Professor's Privilege. American Economic Review, 108(7)
  7. ชนันท์ชนยุทธ. วิทยานิพนธ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พ.ศ. 2565