ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ควรตรวจอะไรก่อนตัดสินใจเรียกร้อง
เมื่อผลการรักษาไม่เป็นอย่างที่คาด คำถามแรกของผู้ป่วยและครอบครัวมักเป็นว่า “เกิดจากความผิดพลาดหรือไม่” คำตอบต้องมาจากเวชระเบียนและความเห็นทางการแพทย์ ไม่ใช่ความรู้สึก ช่วงแรกจึงควรเก็บเอกสารให้ครบและตรวจกำหนดเวลาก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเจรจา ยื่นขอรับเงินช่วยเหลือ หรือดำเนินคดี
คุณเอผ่าตัดถุงน้ำดีที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง กลับบ้านได้สามวันก็มีไข้และปวดท้องมาก ต้องกลับไปรักษาตัวอีกสองสัปดาห์และผ่าตัดซ้ำ แพทย์อธิบายว่าเป็นภาวะแทรกซ้อน คุณเอขาดงานเกือบเดือน มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม และไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความเสี่ยงที่ได้รับแจ้งไว้แล้ว หรือเกิดจากการดูแลที่ไม่เหมาะสม
แยก “ผลไม่ดี” ออกจาก “ความประมาท”
การรักษาทุกอย่างมีความเสี่ยง ภาวะแทรกซ้อนบางอย่างเกิดได้แม้แพทย์ทำตามมาตรฐานครบถ้วน ประเด็นทางกฎหมายจึงไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธ์อย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าการวินิจฉัย การรักษา การเฝ้าระวัง และการแจ้งความเสี่ยงเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพหรือไม่
สิ่งที่ช่วยแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันคือ บันทึกการรักษาตามลำดับเวลา เอกสารแสดงความยินยอมที่ระบุความเสี่ยง และความเห็นของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ได้อ่านเอกสารเหล่านั้น
ขอสำเนาเวชระเบียนก่อนสิ่งอื่น
ผู้ป่วยมีสิทธิขอสำเนาข้อมูลสุขภาพของตนเอง ถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชน ขอได้ตามสิทธิเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ผู้ควบคุมข้อมูลดำเนินการภายใน 30 วันนับแต่ได้รับคำขอ [1] ถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐ ขอได้ทั้งตามสิทธิเดียวกันและตามกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการ [2]
ควรยื่นคำขอเป็นหนังสือและเก็บหลักฐานการยื่น โดยขอให้ครอบคลุม
- บันทึกของแพทย์และพยาบาลตลอดช่วงที่รักษา ทั้งก่อนและหลังผ่าตัด
- บันทึกการผ่าตัดและการให้ยาระงับความรู้สึก
- ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ภาพเอกซเรย์หรือภาพถ่ายทางการแพทย์
- เอกสารแสดงความยินยอมรับการรักษาที่ลงนามไว้
- ใบสรุปการจำหน่าย ใบนัด และใบเสร็จค่ารักษา
จดลำดับเหตุการณ์ขณะยังจำได้
เขียนสรุปวันเวลา อาการ สิ่งที่แพทย์หรือพยาบาลแจ้ง และสิ่งที่ผู้ป่วยแจ้งกลับ เก็บข้อความแชท รูปถ่ายบาดแผลที่ระบุวันที่ หลักฐานการขาดงานหรือรายได้ที่ลดลง และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง เอกสารชุดนี้ใช้ได้ทั้งตอนปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตอนเจรจา และตอนประเมินค่าเสียหาย
สิทธิที่ใช้ได้ขึ้นอยู่กับว่ารักษาที่ใด
โรงพยาบาลเอกชน ข้อพิพาทเรื่องการรักษาระหว่างผู้ป่วยกับโรงพยาบาลเอกชนเป็นคดีผู้บริโภค [3] ข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้ของโรงพยาบาลโดยเฉพาะ ศาลอาจให้ภาระพิสูจน์ตกแก่โรงพยาบาล [4]
โรงพยาบาลรัฐ ถ้าแพทย์กระทำในหน้าที่ ต้องเรียกร้องต่อหน่วยงานของรัฐ ฟ้องตัวแพทย์โดยตรงไม่ได้ [5] และยื่นคำขอให้หน่วยงานพิจารณาชดใช้ก่อนฟ้องคดีได้ [6]
ผู้ใช้สิทธิบัตรทอง ถ้าความเสียหายเกิดจากการรักษาพยาบาล ไม่ใช่จากตัวโรคเอง ขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นได้โดยไม่ต้องพิสูจน์ก่อนว่าใครผิด [7] ผู้ยื่นได้ทั้งผู้ป่วย ทายาท หรือผู้อุปการะ ภายใน 2 ปีนับแต่วันที่ทราบความเสียหาย [11] การรับเงินนี้ไม่ตัดสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายส่วนอื่น สอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วน สปสช. 1330
อย่ารอจนเลยกำหนดเวลา
สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากละเมิดมีอายุความ 1 ปีนับแต่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิด แต่ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันทำละเมิด [8] บางกรณีกฎหมายกำหนดไว้ต่างออกไป เช่น ความเสียหายที่ต้องใช้เวลาแสดงอาการในคดีผู้บริโภค [9] หรือการเรียกร้องตามสัญญาให้บริการทางการแพทย์ ส่วนการเจรจาก็มีผลต่ออายุความต่างกันตามประเภทคดี จึงควรให้ทนายความตรวจวันเริ่มนับตั้งแต่ต้น ไม่ควรรอให้การเจรจาจบก่อน
กำหนด 2 ปีสำหรับยื่นขอเงินช่วยเหลือเบื้องต้นของผู้ใช้สิทธิบัตรทองเป็นคนละเรื่องกับอายุความฟ้องคดี ผู้ที่ยื่นขอเงินช่วยเหลือแล้วจึงยังต้องนับอายุความของการเรียกร้องค่าเสียหายแยกต่างหาก
สิ่งที่ไม่ควรทำในช่วงแรก
- ไม่ควรโพสต์ชื่อแพทย์หรือโรงพยาบาลพร้อมข้อกล่าวหาบนสื่อออนไลน์ แม้จะเสียหายจริง ข้อความที่ยังพิสูจน์ไม่ได้อาจกลายเป็นประเด็นหมิ่นประมาทย้อนกลับมา ดูเพิ่มเติมที่บทความถูกกล่าวหาหรือพาดพิงบนสื่อออนไลน์ ควรเก็บหลักฐานอย่างไร
- ไม่ควรลงนามเอกสารรับเงินก่อนอ่านให้ครบ เอกสารบางฉบับมีข้อความว่าผู้ป่วยไม่ติดใจเรียกร้องอีก ซึ่งอาจมีผลเป็นการประนีประนอมยอมความ และทำให้สิทธิเรียกร้องส่วนที่เหลือระงับ [10]
- ไม่ควรทิ้งเอกสารหรือยาที่เหลือ แม้จะคิดว่าไม่เกี่ยวข้อง
ปรึกษาสำนักงาน
สำนักงานรับพิจารณาเรื่องของผู้ป่วยและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากการรักษาพยาบาล ตั้งแต่ตรวจเอกสาร ประเมินสิทธิและกำหนดเวลา ไปจนถึงการเจรจาและการดำเนินคดีตามขอบเขตที่ตกลง ติดต่อเพื่อนัดหมายได้ทาง LINE: Amatyakul, WhatsApp หรือ sarun@amatyakul.com
ดูรายละเอียดบริการกฎหมายการแพทย์และธุรกิจสุขภาพ
ข้อมูลทั่วไปสำหรับเตรียมความพร้อม การดำเนินการแต่ละกรณีควรพิจารณาข้อเท็จจริง เอกสาร กำหนดเวลา และกฎหมายที่เกี่ยวข้องร่วมกับทนายความ
แหล่งอ้างอิง
[1] สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา: พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 30
[2] สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา: พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 25
[3] สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา: พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 3 ประกอบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3037/2566
[4] สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา: พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 29
[5] สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา: พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5
[6] สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา: พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 11
[7] สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา: พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 มาตรา 41
[8] สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448
[9] สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา: พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 13
[10] สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 และมาตรา 852
[11] สปสช.: ขยายเวลายื่นคำร้อง ม.41 ขอรับเงินช่วยเหลือกรณีเสียหายจากการรักษา จาก 1 ปี เป็น 2 ปี
