โลโก้สำนักงานกฎหมายอมาตยกุลAMATYAKULLAW FIRMกระดานสนทนา ถามทนาย

กฎหมาย AI: ใครควรรับภาระจัดการความเสี่ยง ผู้สร้างโมเดลหรือธุรกิจผู้ใช้

ตาชั่งกฎหมายเชื่อมศูนย์ข้อมูล AI กับระบบอ่านภาพทางการแพทย์ สื่อถึงการแบ่งหน้าที่จัดการความเสี่ยง

ฉบับที่มีผลแล้วในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ คือ SB 53 เริ่มบังคับใช้ 1 มกราคม 2026

พอเปิดตัวบทดู จะเจอว่าตั้งเกณฑ์ไว้สูงมาก เช่น frontier model ต้องเป็นโมเดลที่ฝึกด้วยการคำนวณเกิน 1026 ครั้ง โดยนับทั้งการคำนวณจำนวนเต็มและเลขทศนิยม ไม่ได้จำกัดเฉพาะ FLOPs

ส่วนเกณฑ์รายได้เกิน 500 ล้านดอลลาร์ต่อปี ใช้แยกผู้พัฒนา frontier model รายใหญ่ โดยนับรายได้รวมของผู้พัฒนาและบริษัทในเครือในปีปฏิทินก่อนหน้า หน้าที่บางส่วนของกฎหมายจึงไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ผ่านเกณฑ์รายได้นี้

ผู้พัฒนารายใหญ่ที่เข้าเกณฑ์ต้องเผยแพร่และปฏิบัติตามกรอบจัดการความเสี่ยงร้ายแรง ส่วนหน้าที่รายงานเหตุความปลอดภัยวิกฤตใช้กับผู้พัฒนา frontier model โดยทั่วไป ต้องรายงานต่อสำนักงานบริการฉุกเฉินของรัฐภายใน 15 วันนับแต่พบเหตุ และหากมีความเสี่ยงใกล้จะเกิดการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส ต้องรายงานต่อหน่วยงานที่มีอำนาจเหมาะสมภายใน 24 ชั่วโมงตามที่กฎหมายกำหนด

ผู้พัฒนารายใหญ่ที่ฝ่าฝืนหน้าที่ตามบทบัญญัตินี้อาจถูกเรียกโทษปรับทางแพ่งได้ถึง 1 ล้านดอลลาร์ต่อการฝ่าฝืน โดยอัยการสูงสุดของรัฐเป็นผู้มีอำนาจฟ้องเรียกโทษปรับ

ฟังดูรุนแรง แต่เกณฑ์นี้มุ่งไปที่ผู้พัฒนาโมเดลระดับแนวหน้ากลุ่มเฉพาะ ไม่ได้ครอบคลุมธุรกิจทั่วไปที่เพียงซื้อระบบ AI มาใช้

ธุรกิจที่แค่เอา AI ของผู้อื่นมาใช้ จึงไม่ได้กลายเป็นผู้พัฒนา frontier model และมีหน้าที่ของผู้พัฒนาตาม SB 53 เพียงเพราะการใช้งานนั้น แต่ยังต้องดูหน้าที่ตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย

แนวคิดส่วนสำคัญของฉบับนี้คือ ความเสี่ยงร้ายแรงระดับโมเดลเกิดที่ต้นน้ำ ก็ไปกำกับที่ต้นน้ำ

ทีนี้กลับมาดูร่างของไทย

ร่างหลักการที่ ETDA เปิดรับฟังความคิดเห็น ใช้แนวทางกำกับตามระดับความเสี่ยง และอาจมีหน้าที่ด้านการประเมินความเสี่ยง เฝ้าติดตามผลกระทบ และวางมาตรการลดความเสี่ยงสำหรับการใช้งานที่เข้าเกณฑ์ โดยรายละเอียดและขอบเขตต้องดูร่างแต่ละฉบับและหลักเกณฑ์ที่จะออกต่อไป

อย่างไรก็ดี ข้อมูลที่ ETDA นำเสนอในเดือนกรกฎาคม 2569 กล่าวถึงหน้าที่ดูแลตามบทบาทของทั้งผู้พัฒนา ผู้ให้บริการ ผู้นำระบบไปใช้งาน และผู้ใช้ รวมถึงการบังคับใช้กับบริการข้ามพรมแดน จึงยังสรุปไม่ได้ว่าร่างไทยกำกับเฉพาะปลายน้ำ หรือผู้ให้บริการต่างชาติจะไม่มีหน้าที่เลย

สำหรับหน่วยงานรัฐ รายละเอียดเรื่องการประเมินผลกระทบเชิงจริยธรรมและการขึ้นทะเบียนการใช้งาน ต้องตรวจจากร่างและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องก่อนสรุปเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย การมีแนวทางหรือเครื่องมือประเมินไม่ได้ทำให้ทุกข้อเป็นหน้าที่บังคับแล้วในวันนี้

ตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลไทยที่ซื้อ AI ช่วยอ่านฟิล์มมาใช้ อาจต้องประเมินความเสี่ยงในบริบทการรักษา ติดตามผล และจัดให้มีการกำกับโดยบุคลากรที่เหมาะสม หากการใช้งานนั้นเข้าเกณฑ์ที่กฎหมายในอนาคตกำหนด

ภาระเหล่านี้เกิดขึ้นได้แม้โรงพยาบาลไม่ได้สร้างโมเดลเอง แต่จะสรุปว่ามีหน้าที่มากกว่าบริษัทอเมริกันที่สร้างโมเดลนั้นจากการเทียบกฎหมายเพียงสองฉบับไม่ได้ เพราะต้องพิจารณากฎหมายที่ใช้กับแต่ละฝ่ายทั้งหมดด้วย

ผมเข้าใจเหตุผลครับ ต่อให้ไม่ได้เป็นผู้สร้างโมเดล ธุรกิจไทยก็เป็นผู้เลือกว่าจะใช้ AI กับใคร ใช้ตัดสินใจเรื่องอะไร และจะให้คนตรวจสอบผลแค่ไหน ความเสี่ยงบางส่วนจึงเกิดจากการใช้งานที่ปลายน้ำด้วย

แต่อย่าลืมว่า ต้นทุนการประเมินและติดตามผลจะตกกับธุรกิจไทยผู้ใช้ AI หากหน้าที่ถูกออกแบบให้ผู้ใช้รับภาระมากเกินส่วนที่ตัวเองควบคุมได้ ขณะที่ผู้สร้างโมเดลไม่ต้องส่งข้อมูลหรือช่วยจัดการความเสี่ยงในระดับโมเดล ภาระก็อาจไม่สมดุล

อีกฉบับที่แคลิฟอร์เนียออกในปีเดียวกันคือ AB 316 ห้ามจำเลยที่พัฒนา ดัดแปลง หรือใช้ AI ยกข้อต่อสู้ว่า AI เป็นผู้ก่อความเสียหายโดยทำงานเองอย่างอิสระ

แต่กฎหมายยังเปิดให้ต่อสู้เรื่องอื่นได้ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับความเสียหาย การคาดหมายความเสียหาย และสัดส่วนความผิดของฝ่ายอื่น จึงไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่ใช้ AI แล้วเกิดความเสียหายจะต้องรับผิดโดยอัตโนมัติ

สำหรับไทย การอ้างว่าระบบตัดสินใจเองเพียงอย่างเดียวไม่ได้ตอบคำถามเรื่องความรับผิดทั้งหมด ยังต้องพิจารณาว่ามีการกระทำโดยจงใจหรือประมาท ความเสียหาย และความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำกับความเสียหายตามหลักกฎหมายที่ใช้กับกรณีนั้นหรือไม่

คนเลือกใช้เครื่องมือจึงควรดูแลการใช้งานในส่วนที่ตัวเองควบคุมได้ แต่ความรับผิดของผู้พัฒนา ผู้ให้บริการ และผู้ใช้ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและหน้าที่ของแต่ละฝ่าย

อยากฟังความเห็นครับ ธุรกิจไทยควรรับภาระประเมินความเสี่ยง AI ที่ตัวเองไม่ได้สร้างแค่ไหน และกฎหมายควรกำหนดหน้าที่ให้ผู้ให้บริการต่างชาติที่เข้ามาขายในไทยช่วยรับภาระในส่วนของโมเดลอย่างไร

ผมจะติดตามความคืบหน้าของร่างนี้ต่อ และมาเล่าให้ฟังเป็นระยะครับ

ศรัณย์ อมาตยกุล

หมายเหตุ บทความนี้พิจารณาร่างหลักการและข้อมูลการพัฒนากฎหมาย AI ของไทยที่เผยแพร่โดย ETDA ร่างดังกล่าวยังไม่ใช่กฎหมายที่ใช้บังคับ หน้าที่และขอบเขตอาจเปลี่ยนแปลงได้ก่อนประกาศใช้

กระดานสนทนา ถามทนายส่งข้อมูลติดต่อ LINEWhatsApp