เมื่อ 2 ปีก่อนเพื่อนสนิทขอให้ช่วยเซ็นค้ำประกันเงินกู้ 300,000 บาทจากบริษัทไฟแนนซ์ ผมก็เซ็นให้เพราะไว้ใจ ตอนนี้เพื่อนหายไปเลย ติดต่อไม่ได้ ไฟแนนซ์ส่งจดหมายมาหาผมบอกว่ายอดหนี้ตอนนี้ 420,000 บาท รวมดอกเบี้ยกับค่าติดตาม ให้ผมจ่ายภายใน 15 วัน ผมต้องจ่ายทั้งหมดนี้จริงเหรอครับ ผมไม่ได้ใช้เงินสักบาท
เซ็นค้ำประกันให้เพื่อนกู้เงิน เพื่อนหนีหาย เจ้าหนี้มาทวงเรา ต้องจ่ายแทนทั้งหมดเลยไหม

คำตอบโดยย่อ
ท่านต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันจริง เพราะค้ำประกันคือสัญญาที่ท่านผูกพันต่อเจ้าหนี้ว่าจะชำระหนี้เมื่อเพื่อนไม่ชำระ แต่ไม่ใช่ว่าต้องจ่ายเท่าที่เขาเรียกมา มี 3 ข้อที่ต้องตรวจก่อนจ่ายสักบาท หนึ่ง สัญญาค้ำประกันระบุวงเงินสูงสุดเท่าไหร่ ท่านรับผิดไม่เกินนั้น สอง เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวมาถึงท่านภายใน 60 วันนับแต่วันที่เพื่อนผิดนัดหรือไม่ ถ้าไม่ ท่านหลุดพ้นจากดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายที่เกิดหลังพ้น 60 วันนั้น สาม ท่านมีสิทธิขอให้เจ้าหนี้ไปบังคับเอาจากทรัพย์สินของเพื่อนก่อน ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเพื่อนมีทรัพย์ให้บังคับ ยอด 420,000 บาทจึงอาจลดลงได้มาก
๑. ค้ำประกันคืออะไร และรับผิดแค่ไหน
ค้ำประกันคือสัญญาที่บุคคลภายนอกผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระ และต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันจึงฟ้องร้องได้ [1] ตั้งแต่กฎหมายแก้ไขปี 2557 สัญญาค้ำประกันต้องระบุหนี้หรือสัญญาที่ค้ำประกันไว้โดยชัดแจ้ง และผู้ค้ำประกันรับผิดเฉพาะหนี้หรือสัญญาที่ระบุไว้เท่านั้น หากเป็นหนี้ในอนาคตต้องระบุจำนวนเงินสูงสุดที่ค้ำประกันและระยะเวลาด้วย [2] ท่านจึงรับผิดเฉพาะเงินกู้รายนี้ตามวงเงินในสัญญา ไม่ใช่หนี้อื่นที่เพื่อนอาจไปก่อกับไฟแนนซ์เดียวกัน
ข้อสัญญาที่ให้ผู้ค้ำประกันรับผิด “อย่างลูกหนี้ร่วม” หรือรับผิดเกินกว่าตัวลูกหนี้ เป็นเรื่องที่กฎหมายฉบับแก้ไขจำกัดไว้ ให้นำสัญญามาให้ทนายความตรวจว่าข้อใดยังใช้บังคับได้
๒. หนังสือบอกกล่าวภายใน 60 วัน จุดชี้ขาดเรื่องดอกเบี้ย
เมื่อลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และจะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระก่อนหนังสือไปถึงไม่ได้ ถ้าเจ้าหนี้ไม่บอกกล่าวภายในกำหนด ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ที่เกิดขึ้นหลังพ้นกำหนดหกสิบวันนั้น [3] ถ้าเพื่อนท่านผิดนัดมาเป็นปีแล้วแต่ไฟแนนซ์เพิ่งส่งจดหมายฉบับแรกถึงท่าน ดอกเบี้ยและค่าติดตามที่ทบมาระหว่างนั้นส่วนใหญ่ท่านไม่ต้องรับผิด ท่านยังรับผิดในเงินต้นและดอกเบี้ยช่วงหกสิบวันแรกอยู่
นอกจากนี้ เมื่อเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ท่านชำระแล้ว ท่านเลือกชำระตามเงื่อนไขและวิธีผ่อนที่เพื่อนเคยมีกับไฟแนนซ์ได้ เฉพาะส่วนที่ท่านต้องรับผิด และระหว่างที่ท่านผ่อนตามนั้น เจ้าหนี้จะคิดดอกเบี้ยผิดนัดเพิ่มไม่ได้ [3]
๓. ขอให้เจ้าหนี้ไล่เบี้ยจากเพื่อนก่อนได้
เมื่อเจ้าหนี้ทวงให้ผู้ค้ำประกันชำระ ผู้ค้ำประกันขอให้เรียกลูกหนี้ชำระก่อนได้ เว้นแต่ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ปรากฏว่าอยู่ที่ใดในราชอาณาจักร [4] และถ้าผู้ค้ำประกันพิสูจน์ได้ว่าลูกหนี้มีทางชำระหนี้ได้และการบังคับไม่ยาก เจ้าหนี้ต้องบังคับเอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อน [5] รวมถึงถ้าเจ้าหนี้ถือทรัพย์ของลูกหนี้ไว้เป็นประกัน เช่น รถที่เช่าซื้อ ผู้ค้ำประกันขอให้เอาชำระจากทรัพย์นั้นก่อนได้ [6] ข้อจำกัดคือกรณี “เพื่อนหายไปเลย” ถ้าหาตัวไม่พบจริง ๆ ข้อต่อสู้ตามข้อ 4 จะอ่อนลง ท่านจึงควรสืบว่าเพื่อนมีทรัพย์สิน เช่น รถ ที่ดิน หรือทำงานที่ไหน
๔. จ่ายแล้วไล่เบี้ยเพื่อนได้ แต่ต้องมีหลักฐาน
เมื่อท่านชำระหนี้แทนแล้ว ท่านมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากเพื่อนได้ทั้งเงินต้น ดอกเบี้ย และค่าเสียหาย แต่คดีไล่เบี้ยจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อหาตัวและทรัพย์ของเพื่อนเจอ อย่าจ่ายเงินสดโดยไม่มีใบเสร็จและหนังสือยืนยันยอดจากไฟแนนซ์
ควรเริ่มจากอะไร
- ขอสำเนาสัญญากู้ สัญญาค้ำประกัน และรายการเดินบัญชีหนี้ทั้งหมดจากไฟแนนซ์ ดูวันที่เพื่อนผิดนัดงวดแรก
- เทียบวันผิดนัดกับวันที่ไฟแนนซ์ส่งหนังสือถึงท่านฉบับแรก ถ้าเกิน 60 วัน ทำหนังสือโต้แย้งยอดดอกเบี้ยและค่าติดตามทันที
- อย่าเซ็นรับสภาพหนี้หรือตกลงผ่อนตามยอดที่เขาเสนอก่อนตรวจสัญญา เพราะอาจเสียสิทธิข้างต้น
- รวบรวมข้อมูลทรัพย์สินและที่ทำงานของเพื่อน เพื่อใช้ทั้งต่อสู้กับไฟแนนซ์และไล่เบี้ยภายหลัง
ตัวบทที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 (ความหมายและหลักฐานของค้ำประกัน) มาตรา 681 (ขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำประกัน) มาตรา 686 (หนังสือบอกกล่าวภายใน 60 วัน) มาตรา 688 มาตรา 689 และมาตรา 690 (สิทธิขอให้บังคับจากลูกหนี้หรือทรัพย์ประกันก่อน)
ส่งเรื่องให้สำนักงานพิจารณา
อ่านเพิ่มเติม: บริการกฎหมายสัญญาและธุรกิจ
คำตอบนี้เป็นความรู้กฎหมายทั่วไปจากข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏในคำถาม ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะของผู้ใด และไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างทนายความกับลูกความ ข้อเท็จจริงที่ต่างไปเพียงเล็กน้อยอาจทำให้ผลทางกฎหมายต่างไป และกฎหมายอาจมีการแก้ไขภายหลังวันที่เผยแพร่
แหล่งอ้างอิง
[1] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680
[2] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681
[3] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686
[4] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 688
[5] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 689
[6] ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 690
